เบต้ากลูแคน

เบต้ากลูแคน
 



เบต้ากลูแคน คืออะไร
มีประโยชน์อย่างไร
ทำความรู้จักเบต้ากลูแคนคืออะไร แบบไหนดีที่สุด ปลอดภัยต่อสุขภาพ

เบต้ากลูแคน beta glucan คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่แพร่หลายมากในปัจจุบัน
ในประเทศไทยเองก็มี เบต้ากลูแคน จำหน่ายอยู่หลายยี่ห้อ ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เจ้า เบต้ากลูแคนคืออะไร และ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร? 

ประโยชน์ เบต้ากลูแคน
เบต้ากลูแคนคือ สารประกอบของน้ำตาลกลูโคส ที่พบในยีสต์ สาหร่าย เห็ดและพืชบางชนิด แต่ไม่พบในสัตว์และมนุษย์ โครงสร้างของเบต้ากลูแคน 
ที่ได้มาจากแหล่งที่ต่างกันจะไม่เหมือนกัน และความแตกต่างของโครงสร้างนี้จะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคน

เบต้ากลูแคน ประกอบ ด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสมาเรียงต่อกันในลักษณะต่างๆกันตามแต่ชนิดของสารตั้งต้น 
ดังนั้นคำว่า เบต้ากลูแคน Beta Glucan จึงเป็นคำเรียกรวมของสารประเภทนี้ เนื่องจากโครงสร้างที่ต่างกันจึงทำให้มีคุณสมบัติที่ต่างไปกันด้วย 
ในการนำไปใช้เราจึงต้องทราบว่า เบต้ากลูแคน betaglucan นั้นมาจากสารตั้งต้นชนิดใด

เบต้ากลูแคนตราทรานเฟอร์พ้อยท์ จากสหรัฐอเมริกา ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานสาธารณะสุขสากลอื่นๆ 
เช่นองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา หน่วยงานความปลอดภัยทางอาหารยุโรป องค์การอนามัยโลก 
รวมทั้งองค์การอาหารและยาของประเทศไทย การรับประทานเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง 

สามารถปรับเปลี่ยนสมดุลภูมิแพ้ที่อยู่ในสมดุล Th2 ให้กลับมาอยู่ในสมดุลปกติ Th1 ได้ การศึกษาในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และป่วยมาเป็นเวลานาน 7-8 ปี เป็นการศึกษานาน 3 เดือน 
เมื่อเที่ยบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งยังคงมีอาการเหมือนเดิม กลุ่มที่รับประทานเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง มีอาการดีขึ้นตามลำดับ และสามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติ โดยไม่ต้องพึ่งยาแก้ภูมิแพ้อีก

เบต้ากลูแคน มีประโยชน์และสรรพคุณดังนี้

  • ผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยบ่อยๆ โดยเฉพาะกับโรคติดเชื้อ อักเสบ หนอง
  • ผู้ที่เป็นภูมิแพ้, โรคหอบหืด, ภูมิแพ้ผิวหนัง, แพ้อากาศ, แพ้ฝุ่น, แพ้อาหาร, แพ้กลิ่น ฯลฯ
  • วัณโรค โรคทางเดินหายใจผิดปรกติ
  • โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
  • โรคม่านตาอักเสบ (Uveitis)
  • โรคพุ่มพวง ภูมิแพ้ตัวเอง (Systemic Lupus Erythematosus หรือ SLE)
  • โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง (Chronic Gingivitis)
  • โรคเบาหวานชนิดที่1 (Type I Diabetes หรือ Juvenile Diabetes)
  • ต่อมไทรอยด์อักเสบ (Hashimoto’s Thyroiditis)
  • โรค Multiple Sclerosis
  • ไวรัสตับอักเสบบี
  • โรคมะเร็ง
  • ผู้ที่มีเนื้องอก และผู้ป่วยมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ถึงมะเร็งลุกลาม
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัด คีโม
  • ผู้ที่เคยเป็นมะเร็ง และต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพื่อไม่ให้กลับมาเป็นอีก
  • ผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยระยะพักฟื้น หลังการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง
  • โรคข้อเสื่อม (Rheumatoid Arthritis)
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Autoimmune Gastritis), โรคทางเดินอาหารอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease),
  • บุคคลทั่วไปที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและมีสมดุลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ฯลฯ

Beta Glucan จากผนังยีสต์ขนมปัง ดีที่สุด

ประวัติ เบต้ากลูแคน เบต้ากลูแคน beta glucan คือสารอาหารประเภทแป้งซึ่งมีคุณสมบัติ สามารถช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ป้องกันกาารติดเชื้อจากจุลชีพต่างๆ 
ทั้งยังมีคุณสมบัติอื่นๆที่สำคัญคือ ลดระดับ คอลเลสเตอรอลในเลือด ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)สำหรับประโยชน์ที่เหนือกว่าสารอาหารอื่น 
คือสรรพคุณในการป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง ถ้าร่างกายได้รับเบต้ากลูแคน เม็ดเลือดขาว กลุ่ม เมคโครเฟจ (Macrophage) 
จะถูกกระตุ้นให้มีความสามารถในการสังเกตุเห็นเชื้อมะเร็งว่าเป็นผู้บุกรุกและเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ชั้นนำของโลกหลายสิบแห่งสนับสนุนประสิทธิภาพเบต้ากลูแคน เช่น 
มหาวิทยาลัยฮาร์วาด, มหาวิทยาลัยทูเลน, มหาวิทยาลับดุ๊ก, มหาวิทยาลัยเคลิฟอเนีย มหาวิทยาลัยหลุยส์วิล, มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ฯลฯ 
พร้อมทั้งยังมีเอกสารทางวิชาการมากกว่า 1000 รายงานที่มีผลการศึกษาค้นคว้า ซึ่งรับรองคุณสมบัติของ เบต้ากลูแคน (Betaglucan)ว่าช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เบต้ากลูแคน ชนิด 1,3/1,6 กูแคน(Beta 1,3/ 1,6 Glucan) มีสรรพคุณต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์

ประวัติของเบต้ากลูแคนเริ่มตั้งแต่ คศ. 1940 (พศ.2483) หรือมากกว่า 70 ปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส 
ชื่อ ดร.หลุยส์ พิวลีเมอ (Louis Pillemer Ph.D) ได้ศึกษาตัวยาผสม Crude Mixture 
ซึ่งมาจากผนังเซลล์ของยีสต์ โปรตีน ไขมัน และแป้ง มีชื่อเรียกวัตถุดิบนี้ว่า ไซโมซาน (Zymosan) 
และได้รายงานสรรพคุณไว้ว่าเป็นตัวยาที่สามารถ เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอย่างไม่จำเพาะเจาะจงนั่นคือ ต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์และสิ่งแปลกปลอมทุกชนิดไม่เลือกหน้า 
ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และมะเร็ง แต่ในขณะนั้น ดร.พิวลีเมอ ไม่ทราบว่าส่วนใดของยา zymosan ที่ทำให้เกิดคุณสมบัติดังกล่าว 
ไซโมซานได้ถูกนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลายทั่วยุโรป ราคาแพงแต่มีผลข้างเคียงมากเพราะยังไม่บริสุทธิเพียงพอ 
โปรตีนที่ยีสต์ที่ปนเปื้อนมาด้วยก่อให้เกิดอาการแพ้ Allergy จนคนไข้ส่วนใหญ่ทนยาไม่ได้

ในปีคศ. 1960 (พศ.2503) ดร.นิโคลัส ไดลซิโอ (Nicholas Di-Luzio, Ph.D) จากมหาวิทยาลัยทูเลน Tulane University ประเทศสหรัฐอเมริกา 
ได้ทำการวิจัยและขยายผลจนพบว่าสาร ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิต้านทานให้เข้มเข็งที่อยู่ในยา ไซโมซาน (Zymosan) นั่นคือ เบต้า 1,3 D กลูแคน (Beta 1,3 D Glucan) 
ซึ่งเป็นน้ำตาลกลูโคสเชิงเดี่ยว มีโมเลกุลเป็นรูปวงแหวนมาต่อกันเป็นเส้นตรง ยาว 
ซึ่งเรียกว่า Glucan โดยโมเลกุลในแต่ละห่วงกลูโคสอันดับต้นจับกับห่วงของกลูโคสถัดไปที่ตำแหน่งของคาร์บอน (c)  ที่ 1 และที่ 3 จึงเรียก 1,3 กลูแคน 
การเชื่อมของโมเลกุลน้ำตาลกลูโคสตัวถัดไปกับกลูโคสด้วยกันมีชื่อว่า Glycoside Linkage คำว่าเบต้า (Beta) หมายถึงหางของ Oydroxyl 
ชี้ขึ้นข้างบนจากแนวจึงได้ชื่อว่าเบต้า 1,3 กลูแคน (Beta 1,3 Glucan) ส่วน D หมายถึง ค่าสัดส่วน Symmetry เมื่อ Ohydroxyl หันไปทางขวาจะเรียกว่า D 
(มาจากคำว่า Dextro แปลว่าขวา และโปรดสังเกตว่าตัว D จะเป็นตัวใหญ่) ดังนั้นโดยสมบูรณ์ คำว่า เบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นกลุ่มน้ำตาลกลูโคสที่มีคุณสมบัติเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย 
จึงมีชื่อเรียกว่า  เบต้า 1,3 ดี กลูแคน (Beta 1,3 D Glucan)  เบต้ากลูแคนที่ ดร.ไดลูชิโอ นักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยทูเลนได้ค้นพบไม่มีผลด้านลบของ 
ไซโมซานคือผลข้างเคียงเลย ยกเว้นราคายังแพงมากเหมาะสำหรับงานวิจัยเพียงอย่างเดียว

 ก่อนที่จะมีการใช้เพนนิซิลลินอย่างแพร่หลาย (ค.ศ.1945) 
มีการใช้สารสกัดจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปังมีชื่อเรียกกันว่า ไซโมซาน (Zymosan) 
กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย 
ในการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งใช้รักษาโรคมะเร็งด้วย เนื่องจากสมัยนั้นแม้แต่การเป็นหวัดธรรมดาก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง
 [เป็นที่มาของคำว่า God Bless You (ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง) ที่พูดเวลามีคนจาม] การวิจัยในปีค.ศ.1968 ได้พบว่าสารสำคัญในไซโมซานก็คือเบต้ากลูแคนนั่นเอง 
และการใช้เบต้ากลูแคนบริสุทธิ์ที่สกัดจากไซโมซานกับผู้ป่วยมะเร็งในปีค.ศ. 1975

ได้จุดประกายการศึกษา เบต้ากลูแคน อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเริ่มมีผู้ศึกษาเบต้ากลูแคนที่ได้จากแหล่งอื่นๆ ทั้งจากแหล่งที่เป็นอาหาร 
(เห็ดกินได้ รำข้าวบาร์เลย์ สาหร่าย ฯลฯ) และไม่ได้เป็นอาหาร (ยีสต์ดำ แบคทีเรีย สาหร่าย ฯลฯ) เพื่อหาเบต้ากลูแคนที่ดีที่สุด

อีกการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา 
[ในนามขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือ (NATO)] 

บททบาทของเบต้ากลูแคนได้จุดกระแสความมีประสิทธิภาพในทางยาขึ้นในปีคศ. 1975 (พศ. 2518) โดยนายแพทย์ ปีเตอร์ แมนเซล (Peter W Mansell MD.)
ได้เขียนผลการศึกษาลงในวารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา โดยอธิบายถึงการฉีดเบต้า 1,3 ดีกลูแคนเข้าไปในก้อนเนื้องอกมะเร็งผิวหนัง (Melanoma)
ของคนไข้ 9 คนพบว่าขนาดของเซลมะเร็งหดเล็กลงอย่างรวดเร็วภายในเวลา 5 วันและถ้าเป็นก้อนเล็กๆจะหายไปอย่าสมบูรณ์

หลังจากนายแพทย์แมนเชลได้ประกาศการใช้ เบต้ากลูแคน ชนิด 1,3 ดีกลูแคน (Beta 1,3 D Glucan) รักษามะเร็งผิวหนังนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ พากันตื่นตัว
มหาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่งได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อความคืบหน้า
เพราะมันเป็นรายงานจาก NCI (National Cancer Institute) คือสถาบันมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา ซึ่งเชื่อถือได้การนำไปใช้ทางธุรกิจ
ยังไม่เกิดมีใช้แต่กับงานวิจัย เพราะการสกัดเอาเบต้ากลูแคนออกมาในขณะนั้นยังทำได้ยากต้องใช้เครื่องมือแรงกดสูง เพื่อให้ผนัง เซลล์ยิสต์แตก ราคาจิงแพงมากเกินไป
ประกอบกับมะเร็งชนิดที่รักษาได้คิดว่ายังเป็นเพียงมะเร็งผิวหนังเท่านั้น

ในปี 1980 พศ. 2523 เป็นต้นมามีงานวิจัยสำคัญที่ควรนำมากล่าวถึงซึ่งสร้างประกายแห่งความมหัศจรรย์ทางเภสัชวิทยาให้กับเบต้ากลูแคนคือ 
การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาด Havard University โดย ดร.จอยซ์ ซอพ (Joyce K Czop Ph.D)
และคณะได้รายงานถึงการค้นพบตำแหน่งบนผิวหนังเยื้อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดขาว เมคโครเฟจ Machrophage 
ซึ่งจะจับตัวเบต้ากลูแคนได้อย่างแม่นยำและเฉพาะเจาะจงเปรียบเหมือนลูกกุญแจเข้ากันได้ พอดีกับแม่กุญแจ 
ตำแหน่งดังกล่าวเป็นกลุ่มของโมเลกุลโปรตีนที่สร้างพื้นที่บนผิวของเม็ดโลหิตขาวใหญ่ชื่อเมคโครเฟจ (Macrophage) 
พื้นที่ดังกล่าวมีขนาด 1-2 ไมครอน โดยมีความเหมาะสมพอดีกับเบต้ากลูแคนซึ่งเรียกว่าตัวรับที่เฉพาะ (Specific Receptor) ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Dentin-1 (เดนตินหนึ่ง)

ความน่าทึ่งของระบบภูมิต้านทานของร่างกายก็เพราะตัวรับที่เฉพาะเจาะจงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตอนชีวิตเติบโตแล้ว เพราะมันเกิดขึ้นตั้งแต่เกิด 
คือ เมื่อไขกระดูกได้เริ่มสร้างเม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ชนิดเมคโครเฟจและอยู่บนโครงสร้างของเซลล์นี้ไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต 
มันมีรูปร่างเฉพาะเจาะจง (Specific Receptor) นับตั้งแต่มนุษย์ได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้รอรับแป้งบางชนิด (เบต้ากลูแคน)
จากอาหารมาสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อร่างกายของมนุษย์ได้รับการบุกรุกจากสิ่งแปลกปลอมภายนอก

ได้ทำการศึกษาหาสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารธรรมชาติต่างๆกว่า 300 ชนิด พบว่าเบต้ากลูแคนมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี 

นอกจากนี้การศึกษาโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ที่เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการเสริมภูมิกันที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในด้านต่างๆ

 เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการกินสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว การสร้างสารในการย่อยสลายสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว 
และประสิทธิภาพในการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติให้กลับสู่สมดุลปกติ ซึ่งพบว่าเบต้ากลูแคนที่ผลิตจากสารตั้งต้นต่างกันจะให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างมาก 
ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องมีความเข้าใจในการเลือกใช้เบต้ากลูแคนอย่างเหมาะสมด้วย

สาเหตุสำคัญของความสนใจที่มีต่อ เบต้ากลูแคนคือ นอกจากจะเป็นสารที่มีส่วนช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแล้ว 
ยังมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความซับซ้อนมาก 
ในตอนต่อไปจะอธิบายถึงสิ่งสำคัญของระบบอันซับซ้อนนี้ และคุณสมบัติของ เบต้ากลูแคน ที่เกี่ยวของกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา

ในปัจจุบันนี้เบต้ากลูแคนได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น (Ministry of health, Labour and Welfare) 
ให้ใช้ร่วมกับเคมีและรังสีบำบัด ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1985 
เกาหลีใต้และจีนได้อนุญาตให้ใช้ในปีค.ศ. 2000 และ 2011 ตามลำดับ 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้ใช้ใส่ลงในอาหารได้ เมื่อปีค.ศ. 1983 
และเมื่อเร็วๆนี้เอง (ในปีค.ศ. 2008) องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ใส่อาหารหรือขนมชนิดต่างๆได้ถึง 200 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค